- +0-75 4 76431 - 3
- 4ad.walailak@gmail.com
- Mon - Fri: 8:30 - 16:30
ในปัจจุบันความต้องการใช้ไม้ที่มีคุณภาพดีเพิ่มขึ้นเนื่องจากการเพิ่มจานวนของประชากรโลก รวมถึงการลดลงของปริมาณและคุณภาพของไม้จากป่าธรรมชาติ ดังนั้นการค้นหาวัตถุดิบทางเลือกที่สามารถเข้ามาทดแทนการใช้ไม้จึงมีความสาคัญอย่างยิ่ง โดยวัตถุดิบดังกล่าว ควรมีคุณสมบัติต่าง ๆ ดังนี้ ราคาถูก เจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งมีสมบัติต่าง ๆ ใกล้เคียงกับไม้ และสามารถนามาใช้งานร่วมกับเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน จากข้อกาหนดเหล่านี้ทาให้ไผ่ได้รับความสนใจในลาดับต้น ๆ
ไผ่เป็นพืชโตเร็ว สามารถนามาใช้ประโยชน์ได้ภายในไม่กี่ปีหลังการเพาะปลูก โดยเฉพาะส่วนของลาเนื่องจากลาไผ่มีสมบัติพิเศษด้านความแข็งแรงและยืดหยุ่นที่เหนือว่าวัสดุสังเคราะห์หลายชนิด จึงนิยมนาลาไผ่มาใช้ก่อสร้างอาคารบ้านเรือน รวมถึงเครื่องเรือน เครื่องใช้ อุปกรณ์ตกแต่งภายในบ้านและงานฝีมือต่าง ๆ โดยแบ่งการนาไปใช้ตามวัตถุประสงค์การผลิต ดังต่อไปนี้
1.ผลิตหน่อไม้เป็นอาหาร
2.ผลิตลาสาหรับใช้ในการก่อสร้างและอุตสาหกรรม
3.ผลิตลาสาหรับใช้ทาเครื่องจักสานและหัตถกรรม
โดยการวิจัยนี้ได้มุ่งเน้นไผ่ในภาคใต้ที่มีศักยภาพที่จะใช้ในการก่อสร้างและอุตสาหกรรม ซึ่งจากการตรวจเอกสาร พบว่า สมบัติหลาย ๆ ประการของไผ่มีความใกล้เคียงกับไม้ เช่น องค์ประกอบทางเคมี สมบัติทางกายภาพ แต่ปัญหาสาคัญ คือ สมบัติเหล่านี้มีความแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์ อายุ ระดับความสูง และส่วนต่างของลาไผ่ ซึ่งความผันแปรเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการพิจารณาการใช้ประโยชน์ลาไผ่ต่อไป ดังนั้นการศึกษาถึงความผันแปรของสมบัติต่าง ๆ ของลาไผ่จึงมีความสาคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินการใช้ประโยชน์จากลาไผ่ได้อย่างเหมาะสมในอนาคต
ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงกาหนดให้มีการศึกษาคุณสมบัติต่าง ๆ ของลาไผ่ผากเพลิงที่มีความผันแปรตามอายุ ระดับความสูง และส่วนต่างๆของลา เพื่อใช้เป็นข้อมูลเบื้องต้นในการใช้ประโยชน์จากลาไผ่ได้อย่างเหมาะสม โครงการวิจัยนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์จากลาไผ่อย่างเหมาะสมและมีศักยภาพสูงสุด ทั้งในแง่มุมของการใช้งานเพื่อการก่อสร้าง เครื่องเรือน เครื่องใช้ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ต่อไปในอนาคต โดยผู้วิจัยมจุดมุ่งหมายในการถ่ายทอดข้อมูลที่จัดทาผ่าน รูปแบบของหนังสือ หรือเว็บไซต์ เพื่อให้หน่วยงาน/บุคคลที่สนในสามารถนาข้อมูลดังกล่าวไปใช้ประโยชน์เชิงพานิชย์ เชิงวัสดุก่อสร้างทางวิศวกรรม หรือการออกแบบโครงสร้าง ร่วมมือกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านไผ่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดฝึกอบรมให้ความรู้กับผู้ที่สนใจ เกี่ยวกับสมบัติของลาไผ่ และการใช้ประโยชน์ไผ่ในรูปแบบต่าง ๆ จัดนิทรรศการ หรือ ศูนย์การเรียนรู้ไผ่เกี่ยวข้องในแง่มุมของคุณลักษณะ การใช้ประโยชน์ไผ่ในภาคใต้ที่เหมาะสมและมีแนวโน้มจะสามารถใช้เป็นไผ่สาหรับงานโครงสร้าง ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ผู้สนใจเข้าชมเห็นแนวทางในการเลือกปลูกไผ่พันธุ์ที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติต่อยอดเป็นการปลูกไผ่เชิงอุตสหกรรมเกษตร ทาให้เกิดความยั่งยืนเนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่เจริญเติบโตสอดคล้องกับสภาพพื้นที่ทั้งด้านธาตุอาหารในดิน ด้านภูมิศาสตร์ และด้านการต้านทานของโรคพืช ( SDG ข้อ 15.2.1 กิจกรรมเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรบนบกอย่างยั่งยืน (Events about sustainable use of land )
The project proposal for redesigning the lakeside area to support community activities and exhibitions in the old town area of Songkhla, Songkhla Province, in collaboration with the Southern Architects Commission for the fiscal year 2024.
เมืองเก่าสงขลา เป็นพื้นที่ประวัติความเป็นมาและความสำคัญอันยาวนาน ทั้งด้านการค้า และความหลากหลายทางด้านพหุวัฒนธรรม โบราณสถานและสถาปัตยกรรม ส่งผลให้ในปี พ.ศ.2566 ได้มีมติยกเมืองเก่าสงขลาเป็นมรดกของชาติ ทำให้เกิดความตื่นตัวทั้งทางด้านการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพิ่มมากขึ้น อาคารถูกปรับเปลี่ยนเพื่อใช้ในการจัดกิจกรรม การจัดงาน street art บริเวณถนนยะลา ซอยหนองจิก จากข้อมูลดังกล่าวพบว่านอกจากคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ ยังมีศิลปิน สถาปนิก ที่มีความสนใจและดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการลงพื้นที่ในการสำรวจ พบว่า มีพื้นที่ว่างริมทะเลสาบถูกจัดเป็นพื้นที่นิทรรศการขนาดเล็ก ซึ่งมีหลังคาปกคลุมเพียงบางส่วนเท่านั้น ทำให้เป็นปัญหาต่อการใช้งาน เนื่องจากขาดการมีส่วนร่วมในการออกแบบ
สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เล็งเห็นปัญหาด้านการประสานงาน และปัญหาเชิงพื้นที่ จึงได้จัดทำแผนโครงการ เสนอแนวความคิดการปรับปรุงพื้นที่ริมทะแลสาบ เพื่อเป็นกลยุทธ์ในการใช้เป็นพื้นที่ส่งเสริมกิจกรรมในอนาคตและเป็นพื้นที่จัดนิทรรศการที่มีความยืดหยุ่นอยู่ภายใต้การดูแลของชุมชน ในย่านเมืองเก่า สงขลา จังหวัดสงขลา
ในวันพฤหัสบดีที่ 4 มกราคม 2567 กรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จัดโครงการศึกษาดูงานภาคสนาม สาขาสถาปัตยกรรมและกิจกรรม Open House Asa Cloud จัดกิจกรรม ASA THAKSIN SPACIAL TALK ในหัวข้อ “กฎหมายควบคุมอาคารและการออกแบบในย่านเมืองเก่าสงขลา” วิทยากรโดย ดร.จเร สุวรรณชาต อาจารย์ประจำสาขาวิชาสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลสงขลา, คุณชายแดน เสถียร บริษัท SPACE PLUS ARCHITECT CO.,LTD และอาจารย์วิวัฒน์ จิตนวล ที่ปรึกษากรรมาธิการภูมิภาคทักษิณ ณ ศูนย์อาษาคลาวด์ กรรมาธิการสถาปนิกทักษิณ สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นโครงการที่บูรณาการการเรียนการสอน การวิจัย การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และการบริการวิชาการเพื่อสนองตอบต่อพันธกิจของมหาวิทยาลัยครบทั้ง 4 ด้าน จึงประสานงานและได้รับความร่วมมือจากกรรมาธิการสถาปนิก โดยใช้การออกแบบตามหลักกฏหมายควบคุมเมืองเก่า การออกแบบปรับปรุงพื้นที่ใช้งานจะคำนึงถึงสภาพแวดล้อม บริบทของพื้นที่ และพฤติกรรมการใช้งานของคนในชุมชน โดยยึดหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design (UD) เพื่อสร้างสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการออกแบบปรังปรุงพื้นที่ให้เอื้อต่อผู้ใช้งานทุกเพศทุกวัย มีความปลอดภัย และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบพื้นที่ให้เข้ากับการใช้งานและกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชุมชนได้ ตามเป้าหมาย SDG ข้อ 17.2.1 การมีส่วนร่วม ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ หรือ องค์กรอิสระ (NGOs) ในการกำหนดนโยบายการพัฒนาเป้าหมายที่ยั่งยืน (Relationships with regional NGOs and government for SDG policy)
เกาะหลีเป๊ะ เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา ห่างจากฝั่งท่าเรือปากบารา 62 กิโลเมตร อยู่ทางตอนใต้ของเกาะอาดังรายล้อมเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์เกาะ บนเกาะจะมีเรือคอยให้บริการเช่าเรือเพื่อท่องเที่ยวไปยังเกาะรอบๆ เกาะหลีเป๊ะ มีทั้งหมด 3 หาด ได้แก่ หาดพัทยา ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของเกาะหลีเป๊ะ เป็นหาดที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปมากที่สุด และมีบรรยากาศครึกครื้นที่สุดหาดซันไรท์ อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะหลีเป๊ะ ใกล้ ๆ กับหมู่บ้านชาวเล หาดคาร์มา อยู่ทางตอนเหนือ ซึ่งหันหน้าเข้ากับเกาะอาดัง และหาดซันเซ็ท อยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งหันหน้าเข้ารับแสงของพระอาทิตย์ตกยามเย็นตามชื่อของหาด โดยแต่ละหาดสามารถเดินทางเชื่อมต่อกันได้โดยใช้เวลาเดินประมาณ 15-20 นาที ลักษณะของเกาะเป็นที่ราบ ส่วนที่เป็นภูเขามีเพียงเล็กน้อย เกาะนี้จึงมีผู้คนอาศัยกว่าหนึ่งพันคนเป็นชาวเกาะ ซึ่งในปัจจุบัน ได้มีการสร้างโรงแรมที่พักร้านค้า สถานบริการต่างๆมากมาย เพื่อตอบสนองความต้องการของการท่องเที่ยว
จากนโยบายของรัฐบาลด้านต่างๆ อาทิ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นโยบายขอคืนพื้นที่ พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ หากไม่มีการวางแผนที่ดีจะทำให้เกิดผลกระทบกับกลุ่มคนในหลายภาคส่วน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าการวางแผนการพัฒนาเมืองในหลายๆพื้นที่ เกิดจากการกำหนดของฝายนโยบาย ไม่มีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ส่งผลให้เป็นแผนพัฒนาที่ไร้ทิศทาง ไม่ได้ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาของเมืองอย่างรอบด้าน เช่น การจัดการทรัพยากร ที่อยู่อาศัย เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับปัญหาของกลุ่มคนระดับฐานรากของเมือง ไม่ได้มีโอกาสกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาเมืองของตนเอง ทำให้ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข เกิดความไม่เท่าเทียมกันของคนในสังคม และการพัฒนาเมืองหลายครั้งนำไปสู่การทำลายสิ่งที่มีคุณค่าของเมือง ซึ่งไม่อาจนำกลับคืนมาได้ (SDG 11.4.7)
ดังนั้น การวิจัยนี้มีพื้นที่เป้าหมายคือ เกาะหลีเป๊ะ ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล เพื่อลงสำรวจพื้นที่เป้าหมาย ประสานความร่วมมือ เปิดเวทีทำความเข้าใจและศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของเกาะหลีเป๊ะ โดยมุ่งเน้นการสร้างภาคีเครือข่ายคณะทำงานร่วมกันระหว่าง ภาคีสถาบันการศึกษา องค์กรท้องถิ่น ประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิเช่น มูลนิธิชุมชนไท ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่เข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนาความมั่นคงของชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเลในประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์กรมหาชน) ซึ่งเป็นผู้มีหน้าที่-บทบาทหลักในการขับเคลื่อนการสร้างแนวทางการพัฒนาความมั่นคงทางที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิต(SDG 17.2.1) เพื่อลงพื้นที่จัดกระบวนการเพื่อสำรวจข้อมูล ค้นหาศักยภาพ ต้นทุน ปัญหา และความต้องการของเมือง รวมทั้งวิเคราะห์ และวางแผนแนวทางการพัฒนาเมืองทุกมิติอย่างมีส่วนร่วมจากคนทุกภาคส่วนในเกาะหลีเป๊ะ (หมู่ที่ 7 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง จ.สตูล) ร่วมทั้งสนับสนุนให้เกิดสร้างรูปธรรมกิจกรรมการพัฒนาตามแผนงาน และการสร้างคณะทำงานคนรุ่นใหม่ที่จะร่วมกันสานงานต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในเกาะหลีเป๊ะอย่างมีส่วนร่วมจากทุกภาคฝ่าย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธนสัณฑ์ เทพรัตน์ และอาจารย์นริสา น้อยทับทิม สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้บริการวิชาการด้านการออกแบบหอประชุม 500 ที่นั่ง มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขต ศรีธรรมาโศกราช จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยได้นำแนวความคิดด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้มาประยุกต์ใช้ในด้านการออกแบบหอประชุมในครั้งนี้ อีกทั้งยังได้นำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากการออกแบบในครั้งนี้ เผยแพร่ออกสู่สาธารณะให้แก่นักเรียนและผู้ที่มีความสนใจในรูปแบบของการจัดนิทรรศการ เพื่อเป็นการให้ความรู้แก่บุคคลโดยทั่วไปที่มความสนใจด้านการออกแบบสถาปัตยกรรม
โครงการศึกษาออกแบบปรับปรุงภูมิทัศน์เพื่อส่งเสริมคุณค่ามรดกทาง วัฒนธรรมและพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต.ท่าซัก อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช
วัดคงคาเลียบเป็นวัดที่มีความสำคัญต่อประวัตศาสตร์ชุมชนท่าซักมายาวนาน ในปี พ.ศ.2564 มูลนิธิพันธรักษ์ราชเดชร่วมกับวัดคงคาเลียบได้มีโครงการ “พระบาทเรกสู่เมืองนครศรีธรรมราช” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเพื่อลำลึกประวัติศาสตร์ที่สมเด็จพระเจ้าตามมีพระมหากรุณาธิคุณกับเมืองนครศรีธรรมราชในอดีต ซึ่งท่านได้เสด็จพระพาสมาสู่เมืองนครฯเพื่อรวบรวมไพร่พลก่อนกอบกู้เอกราชได้สำเร็จ และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชน โดยได้มอบหมายให้สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นทีมศึกษาออกแบบพระบรมราชานุสาวรีย์และวางผังแม่บทบริเวณพื้นที่วัดคงคาเลียบ โดยมีผู้ร่วมโครงการ คือ
โดยสำรวจภาคสนามและมีประเด็นการวิเคราะห์ด้านประวัติศาสตร์ ด้านการใช้ประโยชน์ที่ดิน ด้านสถาปัตยกรรม ด้านมุมมอง ด้านพืชพรรณและด้านกิจกรรมการใช้งาน เพื่อทราบถึงสภาพปัญหาและศักยภาพของพื้นที่
จากการศึกษาพบว่า ในสภาพพื้นที่ปัจจุบันเป็นอาคารที่สร้างใหม่มีอายุไม่เกิน 15 ปี วางกระจายตัวในพื้นที่และบดบังทัศนีภาพพื้นที่ริมคลองท่าซักซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีความเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินและวิถีชิวิตชุมชนริมน้ำเดิม รวมถึงการใช้ประโยชน์ของพื้นที่ว่างภายในวัดขาดความต่อเนื่อง จึงได้เสนอแนวคิดในการปรับปรุงภูมิทัศน์ในพื้นที่ดังนี้
1.ส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมและองค์ประกอบภายในวัดคงคาเลียบที่มีความสำคัญกับประวัติศาสตร์ของพระเจ้าตากสินและวิถีชิวิตชุมชนริมน้ำเดิมให้มีความโดดเด่นได้แก่ พื้นที่ริมคลอง บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ลานทรายภายในบริเวณวัดและต้นไม้ใหญ่
โครงการส่งผลต่อชุมชน เกิด “positive changes” ในชุมชนและเกิด “after shock” ในชุมชน โดยชาวชุมชนโดยรอบวัดคงคาเลียบเกิดการรับรู้และตื่นตัวในการสนับสนุน ผลต่อนักศึกษา ได้เรียนรู้ในบริบทจริง (Active learning) ผลต่อการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือ บูรณาการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการขบเคลื่อนงานวชาการรับใช้สังคม (Stakeholder and partner Integration) รวมถึงตอบโจทย์ SDGs ในหัวข้อดังนี้
เป้าหมาย 11.2.6 Record and preserve cultural heritage โดยการปรับปรุงภูมิทัศน์มุ่งเน้นการส่งเสริมคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ภายในพื้นที่วัดคงคาเลียบ โดยการฟื้นฟู้ประวัติศาตร์ของสมเด็จพระเจ้าตากสินที่มีความสัมพันธ์กับองค์ประกอบทางกายภาพของวัด รวมถึงการฟื้นฟู้วิถีชีวิตเดิมบริเวณริมคลองให้เป็นพื้นที่นันทนาการของชุมชน
เป้าหมาย 11.4.8 Planning development – new build standards โดยในการการพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ได้มีการออกแบบและเขียนตามหลักการรอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมแบบสากล (UNESCO) และความยั่งยืน โดยเคารพบริบท นิเวศและสภาพแวดล้อมเดิมของพื้นที่และ ส่งเสริมคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมเดิมให้เด่นชัด รวมถึงมีมาตรฐานทางวิชาชีพซึ่งมีสถาปนิกและวิศวกรเพื่อความถูกต้องตามมาตรฐานการก่อสร้างกฎหมายควบคุมอาคาร และกฎหมายของกรมเจ้าท่า
โครงการออกแบบปรับปรุงพื้นที่แผนกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช
สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ สาขาการออกแบบภายใน นำโดย อาจารย์สุริณี กิ่งกาด หัวหน้าโครงการ และทีมคณาจารย์สาขาออกแบบภายใน ได้รับการประสานงานจากโรงพยาบาลท่าศาลาจากความต้องการปรับปรุงพื้นที่บริเวณชั้น 1 เป็นคลินิกผู้สูงอายุ โดยสาขาการออกแบบภายในได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการออกแบบคลินิกผู้สูงอายุใน “โครงการออกแบบปรับปรุงพื้นที่แผนกผู้สูงอายุ โรงพยาบาลท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช”
ปัจจุบันสังคมไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ หลายภาคส่วนหันให้ความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุด้านต่าง ๆ ทั้งการพัฒนาระบบรองรับสังคมผู้สูงวัย รวมทั้งพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้สูงอายุ หลายหน่วยงานผู้ให้บริการแก่ผู้สูงอายุเริ่มหันมาให้ความสนใจและตระหนักถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุและผู้พิการดังจะเห็นได้ว่า กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้จัดทำ “โครงการจัดทำแบบก่อสร้างต้นแบบสถานบริการสุขภาพผู้สูงอายุตามแนวทางเกณฑ์อาคารเขียว” เป็นตัวแบบ (Model) ในการพัฒนาอาคารสถานที่อารยสถาปัตย์สถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนที่เห็นความสำคัญของการดูแลผู้สูงอายุ รับนโยบายการอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีแนวคิดการเตรียมความพร้อมให้กับสถานบริการสุขภาพเพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น สนับสนุนการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้มีความคล่องตัว สามารถอำนวยความสะดวกผู้สูงอายุ เช่นเดียวกับโรงพยาบาลท่าศาลาที่ปัจจุบันที่มีผู้ป่วยกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จึงมีความต้องการขยายพื้นที่ตรวจโรคเพื่อลดความแออัดและอำนวยความสะดวกแก่กลุ่มผู้สูงอายุแยกออกมาจากส่วนผู้ป่วยทั่วไป ด้วยพื้นที่เดิมของโรงพยาบาลผู้ป่วยทุกกลุ่มจะต้องใช้พื้นที่ร่วมกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคด้านการใช้งานของผู้สูงอายุที่ต้องใช้วีลแชร์ ไม้เท้า ที่พยุงเดิน ยากแก่การใช้บริการด้วยพื้นที่ห้องตรวจอยู่ชั้น 2 จึงต้องการปรับปรุงพื้นที่ใหม่โดยการการปรับเปลี่ยนพื้นที่ชั้นล่างที่เป็นส่วนของที่พักผ่อนและทำงานของพยาบาลมาปรับปรุงเป็นคลินิกผู้สูงอายุ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงพื้นที่และใช้งานได้สะดวก เพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น
โดยใช้แนวคิดการออกแบบอารยสถาปัตย์ (Universal Design) หรือการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล เพื่อรองรับและอำนวยความสะดวกแก่การใช้งานของผู้อายุ อำนวยความสะดวก สร้างความปลอดภัย และครอบคลุมทุกความต้องการที่หลากหลายของผู้สูงอายุ ผู้พิการ สตรีมีครรภ์ คนทุกวัย และทุกกลุ่มเป้าหมาย ลดอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ทั้งในการยืน เดิน การทรงตัว และการลื่นล้ม มีแสงสว่างเพียงพอ ลดอุบัติเหตุ จากการเคลื่อนไหว การมองเห็น และการได้ยิน เช่น ระหว่างทางเดินในจุดต่างๆ ต้องมีราวจับมีราวจับเพื่อป้องกันการหกล้ม กระเบื้องวัสดุปูพื้นจะต้องไม่ลื่น ทั้งนี้ผู้สูงอายุต้องเข้าถึงการใช้ได้ง่ายและใช้งานได้สะดวก
ผู้จัดทำโครงการ : อาจารย์สุริณี กิ่งกาด (อาจารย์สาขาการออกแบบภายใน)
โครงการศึกษาการย้อมผ้าด้วยพันธุ์พืชในสวนสมรมและแนวทางการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์
สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ สาขาการออกแบบภายใน โดย ผศ.ภริตพร แก้วแกมเสือ ด้วยงบสนับสนุนโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ อพ.สธ.-มวล.ประจำปีงบประมาณ 2566 “โครงการศึกษาการย้อมผ้าด้วยพันธุ์พืชในสวนสมรมและแนวทางการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กรณีศึกษา: พื้นที่เขตตำบลฉลอง จ.นครศรีธรรมราช” ได้ลงพื้นที่ทดลองการให้สีของพืชพันธุ์ต่างๆและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมด้วยสีจากธรรมชาติ พื้นที่ชุมชน ต.ฉลอง อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช โดยใช้กลุ่มมัดย้อมสิชล เป็นกรณีศึกษาและการพัฒนาอย่างมีส่วนร่วม เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการได้พัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการที่มีศักยภาพ และสามารถถ่ายทอดความรู้สู่สมาชิกชุมชนและผู้สนใจได้
โครงการได้ให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชนท้องถิ่นในการสนับสนุนธุรกิจ กลุ่มผ้ามัดย้อมสิชล เกี่ยวกับการจัดทำธุรกิจผลิตภัณฑ์ผ้ามัดย้อมด้วยสีจากธรรมชาติที่ยั่งยืนทางสังคมผ่านกระบวนการพัฒนาแบบมีส่วนร่วม โดยการให้คำปรึกษา การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันกับนักศึกษาอาสาสมัครสาขาการออกแบบภายใน โดยเริ่มด้วยการเก็บข้อมูลด้านภูมิปัญญาการย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติของกลุ่ม ผู้วิจัยทำการศึกษาเพิ่มเติมถึงพืชพันธุ์และวัสดุจากธรรรมชาติต่างๆในพื้นที่ ตำบลฉลอง ที่สามารถนำมาใช้ย้อมสีผ้า ผลคือจากพืชพันธุ์ในสวนสมรม ของเหลือทิ้งจากวิสาหกิจชุมชน และดอกดาวเรืองเหลือทิ้งจากกิจกรรมการไหว้พระขอพร จากวัดเจดีย์(ไอ้ไข่) ทำการทดลอง วิเคราะห์ข้อมูล นำผลที่ได้มาถ่ายทอดสู่กลุ่ม จากนั้นให้คำปรึกษาด้านการพัฒนากระบวนวิธีการย้อมให้หลากหลายและมีเอกลักษณ์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจำหน่าย การนำเสนอผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างโอกาสทางด้านรายได้ รวมถึงการฝึกผู้นำกลุ่มให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนเอง รวมถึงการถ่ายทอดสู่กลุ่มผู้สนใจอื่นได้ โดยกระบวนการทั้งหมดไม่มีค่าใช้จ่าย
ผู้จัดทำโครงการ : ผศ.ภริตพร แก้วแกมเสือ (อาจารย์สาขาการออกแบบภายใน)
โครงการออกแบบและทดสอบประสิทธิภาพบรรจุภัณฑ์กันกระแทกจากแผ่นวัสดุต้นจากเหลือทิ้ง
โครงการออกแบบและทดสอบประสิทธิภาพบรรจุภัณฑ์กันกระแทกจากแผ่นวัสดุต้นจากเหลือทิ้ง เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติที่เหลือทิ้ง เป็นขยะทางการเกษตรที่เหลือจากการตัดแต่งต้นจากเพื่อให้ต้นสมบูรณ์เพื่อการทำอาชีพทำน้ำส้มจากและน้ำตาลจาก ในพื้นที่ตำบลขนาบนาก อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเกษตรกรนำต้นจากเหลือทิ้งทิ้งลงในพื้นที่ป่าจาก จนทำให้น้ำเน่าเสีย เกิดมลพิษต่อดินและเป็นที่อยู่ของสัตว์มีพิษ นอกเหนือจากนี้เกษตรกรใช้เศษต้นจากเหลือทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นส่วนของทางจาก พอนจาก ลูกจาก นำไปเผาเป็นเชื้อเพลิงและเอาทำลาย เพิ่มก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ ทางผู้วิจัยจึงได้ศึกษาการนำขยะทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นบรรจุภัณฑ์รูปแบบต่างๆ โดยก่อนหน้านี้ผู้วิจัยได้นำวัสดุต้นจากเหลือทิ้งมาสร้างเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ร่วมกับบริษัท บรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ออโต้ บ็อกซ์ จำกัด โดยบริษัททั้งสอง มีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาวัสดุใหม่ๆ เพื่อการทำบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ และส่งเสริมการสร้างอาชีพให้ชุมชน ภายใต้แนวคิด การจัดการอย่างยั่งยืนร่วมกับชุมชน โดยบูรณาการและสร้างความยั่งยืนจากพืชศึกษาเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ของศูนย์เรียนรู้ระบบนิเวศจากครบวงจรบ้านบางตะลุมพอ นอกจากนี้ยังมีการสร้างความร่วมมือจากภาคชุมชน หน่วยงานรัฐ ผู้นำชุมชน ในการชี้แจงทำความเข้าใจและมีการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้แก่คนรุ่นใหม่ในพื้นที่เพื่อนำไปสร้างอาชีพ รวมกลุ่มผู้ที่สนใจในการนำองค์ความรู้ด้านการต้มเยื่อและเทคโนโลยีการแปรรูปที่มีความคล้ายคลึงการต้มน้ำตาลจากด้วยฝืนตามวิถีชุมชน นำไปสร้างเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปเป็นแผ่นวัสดุต้นจากเหลือทิ้งส่งโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์กันกระแทกที่มีมาตรฐานสากลต่อไป ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น จะช่วยเพิ่มมูลค่าขยะทางการเกษตร ลดการเกิดน้ำเสีย ลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาทำลาย สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ เกิดเครือข่ายเชื่อมโยงวิสาหกิจชุมชนและบริษัทเอกชน สร้างอาชีพใหม่ภายใต้บริบทของชุมชน ส่วนภาคเอกชนมีวัตถุดิบใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากกว่า
ดังนั้นผู้วิจัยเล็งเห็นว่า องค์ประกอบของต้นจากที่เหลือทิ้ง จะเป็นวัสดุหลักที่สามารถนำมาผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางการออกแบบ นำมาแปรรูปเป็นบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งที่รองรับการกระแทกได้ โดยได้นำเอาปัญหาที่พบในรูปแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งของขวดน้ำตาลจากเดิมมาศึกษา มาวิเคราะห์เพื่อสร้างแนวทางการแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริง ผู้วิจัยจึงมีแนวทางหลักในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งที่รองรับการกระแทกได้จากองค์ประกอบของต้นจากที่เหลือทิ้งสู่การจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ โดยได้นำปัญหามาวิเคราะห์พร้อมเสนอแนะแนวทางและทิศทางในการดำเนินการวิจัย ที่มุ่งเน้นการพัฒนาประสิทธิภาพของบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งจากการอัดขึ้นรูปเส้นใยที่เกิดจากการย่อยส่วนประกอบของพอนจากและทางจาก ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมในชุมชน เพื่อออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่งที่ย่อยสลายได้ รองรับการเติบโตของการจำหน่ายสินค้าแบบออนไลน์ รวมถึงการจัดทำข้อมูลกรอบการใช้ประโยชน์เพื่อเป็นข้อมูลนำไปสู่การวางแผนและพัฒนาและการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับกลุ่มเกษตรกร เครือข่ายชุมชนในพื้นที่ ต่อไป
ผู้จัดทำโครงการ : ผศ.ปรัชญา กฤษณะพันธ์ (อาจารย์สาขาการออกแบบภายใน)
โครงการอนุรักษ์พระอุโบสถวัดแดง
สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบได้จัดโครงการอนุรักษ์พระอุโบสถวัดแดงโดยการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนขึ้น
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นโครงการที่บูรณาการการเรียนการสอน การวิจัย การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และ การบริการวิชาการเพื่อสนองตอบต่อพันธกิจของมหาวิทยาลัยครบทั้ง 4 ด้าน
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นระหว่างมหาวิทยาลัย กรมศิลปากร และประชาชนในพื้นที่ เป็นการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้ชุมชนได้ตระหนักและเห็นคุณค่าของมรดกทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่นภาคใต้
บัดนี้มีความพร้อมที่จะเริ่มดำเนินการในการอนุรักษ์พระอุโบสถวัดแดงและได้ดำเนินการทำพิธีบวงสรวงเพื่อขออนุญาตในการอนุรักษ์พระอุโบสถพระอุโบสถหลังนี้และขอให้การดำเนินการครังนี้เป็นไปอย่างราบรื่นปราศจากอุปสรรคทั้งปวง โดยมีชาวบ้าน หน่วยงานราชการในพื้นที่ และตัวแทนสำนักวิชาสถาปัตยกรรม ฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้
ผู้รับผิดชอบโครงการ : ผศ.ธนสัณฑ์ เทพรัตน์ (อาจารย์สาขาสถาปัตยกรรม)
ศาลเจ้าพ่อท่านม่วงทอง ตั้งอยู่ 120 หมู่ 2 ตำบลสิชล อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช 80120 มีเนื้อที่ ๓ ไร่ ๒ งาน ตั้งอยู่ริมคลองสิชล ศาลเจ้าพ่อท่านม่วงทองเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่สำคัญของคนเชื้อสายจีนในพื้นที่อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยเฉพาะกิจกรรมสมโภชศาลเจ้าพ่อท่านม่วงทองซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนมีนาคม แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมประเพณีที่สำคัญของคนในชุมชน
ศาลเจ้าพ่อท่านม่วงทอง มีแนวคิดที่จะพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรอบบริเวณศาลเจ้า ซึ่งเป็นพื้นที่ริมน้ำของคลองปากน้ำ สิชล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย-จีน พร้อมทั้งส่งเสริมกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพของคนในชุมชน และพัฒนาเศรษฐกิจให้แก่พื้นที่ชุมชนโดยรอบ
อาคารพาณิชย์เก่า (อาคารไม้) ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกศาลเจ้า ถนนตลาดสิชล เป็นอาคารเรือนไม้เก่าที่มีอายุเกือบ 100 ปี เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองทางการค้าของอำเภอสิชลในอดีต
ตลาดอาทิตย์ต้นพะยอมสิชล (ตลาดเทวดา) มีโครงการที่จะปรับปรุงและพัฒนาพื้นที่อาคารพาณิชย์เก่า (อาคารไม้) บริเวณสี่แยกศาลเจ้า ถนนตลาดสิชล เพื่อเป็นโฮสเทล สำหรับรองรับนักท่องเที่ยวในบริเวณเมืองเก่าสิชล ที่แสดงถึงอัตลักษณ์และวิถีชุมชนของชาวสิชล
วัตถุประสงค์ ของโครงการ
1) สร้างองค์ความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวเนื่องในพื้นที่ภาคใต้และรวบรวมเผยแพร่เพื่อเป็นแหล่งค้นคว้าทางด้านวิชาการสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้
2) นักศึกษาสาขาสถาปัตยกรรมได้ตระหนักและเห็นคุณค่าในเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้
หลักการและเหตุผล
สำนักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบได้จัดโครงการอนุรักษ์มรดกทาสถาปัตยกรรมท้องถิ่นภาคใต้ขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยได้บูรณาการกับการเรียนการสอน รายวิชาสถาปัตยกรรมไทยเพื่อมุ่งเน้นให้นักศึกษารายวิชาดังกล่าวและผู้เข้าร่วมโครงการ ได้ตระหนักและเห็นคุณค่าในเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้ ซึ่งเป็นไปตามปณิธานของสำนักวิชาที่จะเป็นฐานข้อมูลทางด้านสถาปัตยกรรมท้องถิ่นภาคใต้ในการเป็นแหล่งเรียนรู้และค้นคว้าวิจัยด้านศิลปะและวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นการสืบสานเพื่อทำนุบำรุงศิลป-วัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถให้นักวิชาการ นักศึกษาทางสถาปัตยกรรมหรือคนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ร่วมกันและมีส่วนร่วมกันอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า โดยที่เกิดการอนุรักษ์จากชุมชนเองบูรณาการร่วมกับการเรียนรู้และการปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วมของอาจารย์ และนักศึกษาทั้งในและระหว่างคณะด้านสถาปัตยกรรมในพื้นที่ภาคใต้ และสามารถพัฒนาทางกายภาพให้ชุมชนเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมได้โดยชุมชนเองมีส่วนร่วม ซึ่งจะทำให้เกิดการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่มีคุณค่า และเกิดการพัฒนาชุมชนเพื่อรองรับการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน อันจะสร้างรายได้ให้ชาวบ้านและเกิดการสืบสานภูมิปัญญาและวิถีชีวิตชาวบ้านไปพร้อมกันบนฐานทางวัฒนธรรมของชุมชนเอง
โครงการอนุรักษ์มรดกทางสถาปัตยกรรมท้องถิ่นภาคใต้ สาขาสถาปัตยกรรม ปีการศึกษา 2563
นำนักศีกษาทัศนะศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นภาคใต้ สำรวจรังวัด เขียนแบบและทำหุ่นจำลองสถาปัตยกรรมไทย
พระอุโบสถ หอฉัน หอไตร วัดวนชะลิก อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และวัดควนปรง อ.เมือง จ.พัทลุง